
พระมหาประญัติ มหาภินิกฺขมโน
กรรมการและเลขานุการกลุ่มเสขิยธรรม
เจ้าหลวง” เป็นหนึ่งวลีที่ผมใช้เรียกนาม “พระสุทัศน์ หรือท่านอาจารย์ใบฎีกาสุทัศน์ วชิราโณ” อย่างไม่เป็นทางการนัก เมื่อยามเจอหน้ากันเสมอ ด้วยความตระหนักในความมีจิตใจเมตตาที่กว้างขวางของท่าน ประดุจดั่งภูเขาหลวงอินทนนท์เคียงเมืองแจ่ม
ดูเหมือนว่าท่านจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พอใจที่ผมจะเรียกเช่นนั้น แม้ท่านจะพูดอยู่เสมอว่า “หลวงพี่เป็นพระธรรมดารูปหนึ่ง ที่ทำงานเพื่อสังคมเท่านั้นแหละ ไม่ต้องไปเรียกอย่างนั้นหรอก”
ด้วยความเป็นธรรมดาของท่านนี่เอง ความไม่ธรรมดาจึงเริ่มปรากฏขึ้นกับผมทีละเล็กทีละน้อย แน่นอนว่า ผมไม่เคยเห็นท่านแสดงอาการไม่พอใจ ไม่ว่าเรื่องไหนๆ
และนั่นคือคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ของท่าน ที่ตราตรึงในใจผมเรื่อยมา
แม้ว่าความอดทนต่อความสุขและความทุกข์ จะเป็นสุดยอดของการดำรงชีวิตนักบวชก็ตาม
แต่ “ความไม่ถือตัว” คือสิ่งที่ผมจะพูดถึง
ท่านคุยได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำรงชีวิตพรหมจรรย์ มุมมองเรื่องการศึกษาและวิถีชีวิตของนักบวช หรือแม้แต่เรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ “ความรัก”
ท่านทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชงชา หรือหาอาสนะให้ผู้มาเยี่ยมเยือน
ท่านทำใจได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เมื่อคนยกย่อง ท่านจะหัวเราะแบบเยาะเย้ย เมื่อคนตำหนิ ท่านจะใคร่ครวญอย่างลุ่มลึก
ท่านรักเด็ก ประสงค์ให้มีการศึกษาที่ดีและภูมิใจวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นชาววัดหรือชาวบ้าน น้องๆ สามเณรคือพยานที่เด่นชัด กลุ่มเยาวชนคือหลักฐานที่ชัดเจน
นี่คือความเป็น “หลวง” แห่งการเป็น “ตุ๊เจ้า” อันเป็นเสี้ยวหนึ่งของความยิ่งใหญ่ที่ “ท่านมี” “ท่านเป็น” และ “ท่านทำ”
บ่ายวันศุกร์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ ผมทักทายท่านด้วยวลีอันคุ้นเคย “ตุ๊เจ้าหลวง” ตามปรกติ
บ่ายวันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๗ ผมอำลาท่านด้วยถ้อยคำธรรมดา “อาจารย์ครับ” โดยไม่เคยคิดเลยว่า คำว่า “ตุ๊เจ้าหลวง” คำนี้จะไม่มีวันได้ร้องเรียกท่านอีก
ต่อจากนี้ไปจะหาใครให้ร้องเรียก “ตุ๊เจ้าหลวง” ได้อีกเล่า
ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง .. 